วันนี้เลือกเอาเรื่องนี้มาแชร์ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของต้นฉบับหัวข้อนี้ แต่เผอิญได้มีโอกาสไปฟังในงาน Strategy 2010 Forum ซึ่งจัดโดยศูนย์พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่โรงแรมเรดิสัน พระรามเก้า เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา ได้พบเหล่ากูรูทางฝ่ายบริหารและการจัดการหลายท่านทีเดียว
เริ่มจากการเสวนาบนเวทีใหญ่ที่นำโดยรศ ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ที่แนะวิธีการมองและวิเคราะห์เศรษฐกิจในปี 2010 นี้ ว่าอย่ามองสั้น ๆ แต่ให้มองยาว ๆ และมีอื่น ๆ อีกมาก (ขอสรุปให้ฟังอีกทีในคราวหน้าแล้วกันค่ะ) กับคุณกอบชัย จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารบริษัท CPN ที่ดูแลและบริหารพื้นที่ศูนย์การค้า Central ภายใต้แบรนด์ Central World, Central Plaza & Central Festival ที่มาแชร์ทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย รวมทั้งวิธีการสร้าง Competitive Advantage ของ CPN ซึ่งทำให้ CPN เป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ A+ ซึ่งการเสวนาบนเวทีใหญ่นั้นดำเนินการโดย ดร. กฤติกา คงสมพงษ์ อาจารย์จากศศินทร์และอดีตพิธีกร Weakest Link ถ้ายังจำกันได้
หลังจากฟังเสวนาห้องใหญ่กันไปแล้วก็จะแยกย้ายกันไปตามฟังต่อตามห้องต่าง ๆ โดยมีแยกออกเป็น 5 ห้อง 5 แขนงดังนี้
1) Management Strategy โดย ดร. ฉัตรชัย บุนนาค Executive Coach & Consultant (ธนาคารแห่งประเทศไทย, CP etc)
2) Marketing Strategy โดย ดร. วิเลิศ ภูริวัช อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3) Finance Strategy โดยคุณธนเดช มหโภไคย จาก สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย
4) HR Strategyโดย ดร. ณัฐวุฒิ พงศ์สิริ จาก Chevron Thailand
5) IT Strategy โดยคุณ ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช จาก AR
โดยส่วนตัวได้มีโอกาสไปฟังห้องของดร. ฉัตรชัย เพราะเคยเรียน Mini-MBA กับท่านมาเมื่อประมาณ 4 ปีก่อนและจำได้ว่าท่านเก่งมากค่ะ เลยเลือกห้องนี้ (ทั้ง ๆ ที่ถ้าจะเลือกให้ตรงสายงานควรต้องเป็นห้อง Marketing แต่บางทีการเลือกบริโภคข้อมูลความรู้ที่แตกต่างไปบ้างก็จะทำให้ผลึกความคิดของเราคมและใสแจ๋วมากขึ้นค่ะ)
อารัมภบทมาเยอะแล้วเข้าเรื่องเลยดีกว่า ว่าวันนั้นได้ไปฟังอะไรบ้าง ถ้าคนที่ได้มีโอกาสไปฟังแล้วรู้สึกว่าข้อมูลมันผิดเพี้ยนก็สามารถมาเพิ่มเติมแก้ไขได้ค่ะ
เข้าเรื่องดีกว่า ก่อนที่จะไปถึงหัวเรื่องข้างบนนั้น เราควรมาทำความเข้าคำว่า Strategy ให้อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจเดียวก่อน โดยพยายามทำอย่างไรให้เราสามารถสร้างมโนคติ (Conceptualization) เกี่ยวกับ Strategy ในด้าน leadership/Management
คำจำกัดความว่า Strategy...
= "Plotting & Planning" => วางแผนหลัก/เขียนแผนที่/ คบคิดวางแผน
= "Gamemanship" => วิธีการเอาชนะคู่ต่อสู้โดยไม่ผิดกติกา
= "Maneuvering" => ศัพท์ทหารเกี่ยวกับการซ้อมรบ ซ้อมรับ วางแผน ออกแบบ
หรือสรุปโดยย่อว่า แผนการ/ วิธีการ อุบาย/ กุศโลบาย หรือ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี กลยุทธ์ นั้นเอง
แล้วการสร้างมโนคติหรือ Conceptualization มันเกี่ยวกันอย่างไร...
คำว่ากลยุทธ์หรือยุทธวิธีมันฟังดูดีแต่มักมีปัญหาในการนำไปใช้ ซึ่งปัญหาหลักเกิดมาจากความเข้าใจนั้นเอง
การสร้างมโนคติก็เป็นเหมือกุศโลบายในการเชื่อมความเข้าใจในรูปแบบของภาพ (เพราะคนส่วนใหญ่เป็น Visualizer มากกว่า Verbalizer) ฟังแล้วดูสับสนใช่ไหมค่ะ ดังนั้นเรามายกตัวอย่างดีกว่า...
ถ้ามีน้ำท่วมขังกรุงเทพฯ ทุกปี เพราะปริมาณฝนที่มากและมีน้ำทะเลหนุนตลอดในช่วงมรสุม เราก็จะเป็นต้องหาที่พักน้ำเพื่อชะลอการที่น้ำจะไหลบ่าเข้าท่วมกรุงเทพฯ การสร้างที่พักน้ำไว้ตามทิศเหนือทิศใต้จะช่วยไม่ให้น้ำไหลเข้ากรุงเทพฯ
การอธิบายแสนยาวเหยียดข้างต้น อาจจะมีคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ไม่เห็นภาพ แต่ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านจึงพระราชทานแนวคิดนี้พร้อมใช้กุศโลบายตั้งชื่อว่า"โครงการแก้มลิง" เพื่อให้เวลาอธิบายแล้วนึกภาพการทำงานของแก้มลิงออก แทนที่จะคิดถึงแผนที่กรุงเทพฯ คิดถึงการสร้างที่พักน้ำ ฯลฯ
อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นภาพ กล่าวสรุปง่าย ๆ ก็คือ Conceptualize (การสร้างความคิด) = Thoughtful (ครุ่นคิด ไตรตรอง ใช้ความคิด)
ดังนั้นเรามาเริ่มสร้างความคิดกันดีกว่า
ปี 2552 นั้นก็เปรียบเหมือนสะพานที่เราข้ามมาแล้วและข้ามกลับไปไม่ได้ เมื่อข้ามมาเสร็จสะพานก็จะถูกทำลายไป (เพราะเราไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขได้) ดังนั้นการที่เราจะก้าวสู่ปี 2553 หรือปีอื่น ๆ ในภายภาคหน้า มันจะต้องเริ่มจากการนึก คิด หลับตาแล้วแลเห็น (Start with the end in "Mind" Envision)
ดังนั้นในการที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าเราจึงจำเป็นต้อง "Reset Your MINDSET" โดยการปรับเปลี่ยน
- พฤติกรรม (ท่าทาง)
- คำพูด
- กรอบความคิด
- กระบวนการทำงาน (Value Chain, Process)
เพื่อให้เกิดการสะสาง (ตนและองค์กร)...เพื่อ... สร้างสรรค์ (องค์กร)
การที่เราต้องสะสางทุกอย่าง เพื่อสร้างสรรค์ ก็เพื่อรับมือกับคลื่นของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้ว่ามันจะใหญ่และมีผลกระทบแค่ไหนต่อองค์กร หลาย ๆ ครั้งที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญกับความเปลี่ยนแปลงและตั้งตนอยู่ในความประมาท เลยทำให้บริษัทที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตต้องกลายเป็นบริษัทเล็ก ๆ หรือไม่ก็ไร้ชื่อไปเลย
จึงเป็นที่มาของ Concept RE...
กล่าวคือก่อนจะเริ่ม RE.. เราต้องวางแผนอนาคต (Envision) ขององค์กรใน 5-6 ปี ข้างหน้า
เมื่อวางแผนเสร็จก็ต้องต้องมีการ RESTRUCTURE/ REORGANIZE ให้สอดคล้องกับแผนงาน
ซึ่งเมื่อนำไปดำเนินการก็จะเจอ REACTION 2 แบบคือ แบบ (+) และแบบ (-)
(-) RELUCTANT/ RESISTANCE =>RELEASE, REMOVE or RETIRE
(+) READJUST/ (Self) REMOTIVATE/ RETAIN
(+) RETOOL + RETRAIN = REACTIVATE
สรุปคือ สะสาง "ตน" - ต้อง Readily to MOVE ON & MOVE UP or else - MOVE OUT
ในแง่ของแนวคิดการพัฒนาองค์กรนั้นหัวใจขององค์กรคือ Organizational Development โดยมีปัจจัย 4 ปัจจัยเป็นตัวสนับสนุน
1) Strategic Development
2) Business Development
3) Leadership/ Management Development
4) Talent Development
คงพอเห็นภาพเกี่ยวกับการสร้างมโนคติเกี่ยวกับกลยุทธ์กันบ้างแล้วนะค่ะ
มาเข้าหัวเรื่องที่เขียนไว้ดีกว่า...
"10 Reasons why Leaders/ Management Fail" inspired by Dr. Chatchai Bunnag
จริง ๆ แล้วเหตุผลทั้ง 10 ข้อที่จะกล่าวต่อไปสามารถนำมาแปลเป็นกลยุทธ์ในการบริหารจัดการได้เลยนะค่ะ
เพราะ "The best defense is the offense- การตั้งรับที่ดีที่สุดคือการรุก" ค่ะ
ข้อ 1: The Wrong Stuff - ผิดที่ผิดทาง ผิดคน
Individuals did not behave or lead in a manner that was consistent with the company's belief and value system
ข้อแนะนำ:
leaders/ Management ที่ไม่มีความเชื่อในคานิยมขององคืกร should be eliminated as quickly as possible, ก่อนที่จะเกิด "โรคระบาด" ติดต่อเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง
ข้อ 2: Poorly conceived organization - องค์กรมีชั้นมากเกินไป
Too many layers, the wrong structure, the wrong expectations, or not giving the working unit what it needs to succeed => ทั้งหมดนี้ทำให้ ผู้นำและผู้บริหาร "ตกราง" ได้
ข้อแนะนำ:
Work with HR Department to "reorganize" the company, reducing layers
ข้อ 3: Wrong Choices - สนับสนุน เลื่อนชั้นคนผิด
บ่อยครั้งที่องค์กรเลื่นชั้นคนผิดในเชิง over promoted
ข้อแนะนำ:
การยอมรับว่าตัดสินใจผิดพลาด จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะคนผิดไม่ใช่คนถูกโปรโมทแต่เป็นคนที่ตัดสินใจโปรโมท จากนั้นก็มาคิดว่า จะปล่อยเขาไป หรือค้นหางานที่เหมาะสม/คู่ควรกว่าให้ทำ
ข้อ 4: Insuffecient Heroic Objectives - มีเป้าหมายที่ "โอ่อ่า หรูหรา" หรือไม่กล้าหาญไม่เป็น "พระเอก" เพียงพอ
Some leaders/ management are not effective energizer.
He or she has difficult inspiring others, articulate a vision, and so on
ข้อแนะนำ:
CEO ควรที่จะเชื้อเชิญ ผู้บริหารดังกล่าวให้เข้าร่วมประชุมเพื่อ "สอน" วิธี how to get others to act หรือ การประพฤติปฏิบัติห้เห็นเป็นตัวอย่าง
ข้อ 5: Can not adopt - ไม่สามารถยอมรับการสะสางเพื่อสร้างสรรค์/เปลี่ยนแปลงได้
Having the ability to live with 'Paradox' and change is an essential skill in a learning organization
ข้อแนะนำ:
Sit down with people (เสนอ Focus Group) and provode VERY SPECIFIC feedback on what is NOT getting done
Unless your people are open to constructive criticism, it is unlikely that he or she will be able to turn thing around
ข้อ 6: Can't get it done - ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้
Leaders/ Management/ Managers must be able to do more than talk; they must be able to say yes or no (not maybe) when the situation demands it.
ข้อแนะนำ:
ทุกคนต้อง "รับรู้" และ "เรียนรู้" ว่าจะไม่ถูก punish (ลงโทษ) for honest mistakes และ "เข้าใจ" ว่า it's not necessary to be right 100% of the time but to tilt the odds in his or her favor by making the right calculations
ข้อ 7: Not in focus - ไม่ค่อยตั้งอกตั้งใจ
Leaders/Management/ Managers ที่ "OUT OF FOCUS" lack the ability to transform all the data and information into results that can be acted upon
ข้อแนะนำ:
ให้ focus on "the VITAL FEW" แล้วเน้น เรื่อง Decisions and Actions
Jack Welch เรียก "VITAL FEW" เรียกสิ่งนี้ว่า Leverage Points (Strength) ให้ทุกคนในองค์กรหา leverage Points ของตัวเองให้เจอ และสร้างระบบสังเกตการเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้า
ข้อ 8: Poor instincts - ขาดสัญชาติญาณที่ดีพอ
This is the Leaders/ Management/ Managers who cannot make the right calls with the limits information that he or she has.
ข้อแนะนำ:
The best chance you have to turn around a leader/ management/ manager with bad instincts is to do a "postmortem" (ชันสูตรศพ) on some of his or her recent misfires
ข้อ 9: Ego Problems - อวดดี โอ้อวด สำคัญตัวเองผิด
Some leaders/ management/ manager take themselves too seriously, and they often don't take reponsibility for their actions
ข้อแนะนำ:
Don't let "self-important" people destroy your organization
Deal with it head-on by removing the offending people!
ข้อ 10: Too Slow - เคลื่อนไหว เคลื่อนที่ช้าเกินไป
Some leaders/ management/ managers often those who lack ENERGY (battery low), seem to move in slow motion.
ข้อแนะนำ:
Coaching is required to help turn these slowpokes around .
In a constructive manner, point out to what is not getting done quickly enough and why moving more quickly is so important to the success of the organization.
Work closely with these people until he or she develops quicker reflexes
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะค่ะ
Tags:
Share
Facebook
You need to be a member of MKT Twit to add comments!
Join MKT Twit