“แบล็คเบอร์รี่” ปรับโมเดลสู้เกรย์มาร์เก็ต ตั้ง “คูล ดิสทริบิวชั่น” รับหน้าที่กระจายสินค้าทั่วประเทศ หลังประสบความสำเร็จจากตลาดในอินโดนีเซีย ประเดิมรุ่นแรก Curve 9300 รองรับ 3G ลงตลาดกลางเดือน ก.ย.นี้ เคาะราคา 12,500 บาท ขณะแบรนด์ดังจ่อคิวขนสินค้ารุ่นใหม่ลุยตลาดรับเครือข่าย 3G
นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัท คูล ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือเอสไอเอส ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทรีเสริช อิน โมชั่น (Research In Motion หรือ RIM) ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายหลักสมาร์ทโฟน “แบล็คเบอร์รี่” ในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 รายสั่งสินค้าโดยตรงจาก RIM ทำให้สินค้ามีจำนวนไม่มาก เพราะต่างคนต่างสั่ง แต่ต่อไปเมื่อสั่งรวมกันผ่าน “คูล ดิสทริบิวชั่น” ประเทศไทยจะกลายเป็นตลาดที่มีความสำคัญ ส่งผลให้การเปิดตัวสินค้าใหม่ รวมถึงการพัฒนาโปรแกรมภาษาไทยรวดเร็วขึ้น
โดยสินค้ารุ่นแรกที่จะนำเข้ามาทำตลาดกลางเดือน ก.ย.คือ Curve 9300 รองรับระบบ 3G ในราคาประมาณ 12,500 บาท และรุ่น Torch 9800 ในเดือน ต.ค.นี้
“โอเปอเรเตอร์มีอิสระในการสั่งซื้อสินค้าผ่าน RIM เหมือนเดิม แต่สั่งผ่านเราได้ประโยชน์กว่า เพราะราคาสินค้าไม่แตกต่างกัน ไม่ต้องมีขั้นต่ำ ไม่ต้องบริหารสต๊อกและงานบริการ สำหรับราคาขายปลีกระหว่างค่ายมือถือกับเราใกล้เคียงกัน เว้นแต่โอเปอเรเตอร์จะนำไปผูกแพ็กเกจเอง ในเบื้องต้นจะกระจายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย 100 แห่งทั่วประเทศ ทั้งผ่านโอเปอเรเตอร์, เชนสโตร์, ดีลเลอร์ สมาร์ทโฟน และกำลังรอนุมัติจาก RIM ในการขอตั้งศูนย์บริการรับซ่อมแบล็คเบอร์รี่ในไทย”
นอกจากนี้การแต่งตั้งดิสทริบิวเตอร์ยังมีประโยชน์ในการแข่งขันกับตลาดเครื่องหิ้วในไทย โดยจากรายงานของ RIM พบว่าประเทศไทยซื้อแบล็คเบอร์รี่เครื่องหิ้วสัดส่วน 70-80% ขณะที่ซื้อจากผู้แทนจำหน่ายเป็นทางการเพียง 20-30% เท่านั้น ทำให้ RIM ต้องการผลักดันยอดขายเครื่องในไทยมากขึ้นจึงตั้งดิสทริบิวเตอร์ทำตลาด โดยอาศัยจุดแข็งด้านบริการหลังการขาย การรับประกันตัวเครื่อง และราคาสินค้าที่จะกำหนดให้ไม่แตกต่างจากเกรย์มาร์เก็ตมาก
“RIM แก้ปัญหาเครื่องเกรย์มาร์เก็ต โดยการตั้งดิสทริบิวเตอร์ขึ้นมาทำตลาดในหลายประเทศได้ผล เช่น อินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้สามารถลดสัดส่วนการขายเครื่องหิ้วเหลือเพียง 10-20% จากเดิม 70-80% ภายใน 3 เดือน โดย RIM หวังว่าประเทศไทยซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน”
นายสมชัยกล่าวด้วยว่า ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2553 มีการเติบโตประมาณ 30% มียอดจำหน่ายหลักแสนเครื่องต่อเดือน หรือคิดเป็นสัดส่วน 10-15% ของตลาดรวมโทรศัพท์มือถือทั้งหมด เพราะระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ มีการพัฒนาให้ใช้งานง่ายในราคาถูกลง
แหล่งข่าวจาก บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมา RIM ไม่สามารถจัดการกับสินค้าเกรย์มาร์เก็ตได้ทำให้ลูกค้าหันซื้อเครื่องจากเกรย์มาร์เก็ตมากกว่าซื้อผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เพราะราคามีความแตกต่างกันมากจึงต้องตั้งดิสทริบิวเตอร์ขึ้นมาดูแลการกระจายสินค้าโดยรวมในประเทศไทยเพียงรายเดียว ซึ่งในแง่โอเปอเรเตอร์โดยเฉพาะดีแทคน่าจะดีขึ้น เพราะมีความยืดหยุ่นในการทำตลาดมากขึ้น ทั้งในแง่การกำหนดราคาและการบันเดิลแพ็กเกจ
ด้านนายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการบริหารสายงานการตลาด และการขาย บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นหน้าขายของทุกแบรนด์ โดยผู้ผลิตแบรนด์ดังเตรียมนำสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด โดยจะมีราคาและแพลตฟอร์มหลากหลายมากขึ้น ในเบื้องต้นแต่ละแบรนด์จะมีรุ่นใหม่ ๆ 5-6 รุ่น ส่วนใหญ่รองรับ 3G เพราะทั่วโลกเปิดใช้ 3G แล้ว ยกเว้นรุ่นที่ราคาต่ำกว่า 4 พันบาทยังไม่รองรับ เพราะติดโครงสร้างต้นทุน ขณะที่ผู้ใช้โลว์เอนด์เน้นการใช้งานพื้นฐานมากกว่า
“เครื่องราคาถูก สเป็กการใช้งาน ขนาดหน้าจอ ความเร็วของมือถือยังค่อนข้างช้า ถ้านำมาใช้อินเทอร์เน็ตจะไม่ดีเท่าที่ควร ปัจจุบันมือถือ 3G ที่วางจำหน่ายอยู่ในตลาดมีสัดส่วน 60-70% ของทั้งหมด มีราคาขั้นต่ำเริ่มที่ 4-5 พันบาท ซึ่งปรับลดลงจาก 2-3 ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เพราะในขณะนั้นมือถือ 3G ราคาสูงระดับหมื่นบาท คาดว่าเมื่อ 3G เปิดบริการ การซื้อจะเติบโตเป็นเท่าตัว เพราะลูกค้าบางกลุ่มที่ใช้ 2G จะเปลี่ยนมา 3G ขณะที่ลูกค้าบางกลุ่มหันมาซื้อสมาร์ทโฟน เพราะต้องการใช้ดาต้า ทำให้ราคาเฉลี่ยของมือถือในปีหน้าสูงขึ้น 20-30% จากปัจจุบันที่ประมาณ 3 พันบาท”
นายกิตติพงศ์กล่าวต่อว่า ภาพรวมตลาดปีนี้ในแง่ปริมาณทรงตัว เพราะสินค้ากลุ่มโลว์เอนด์ที่มีระดับราคาต่ำกว่า 3 พันบาทได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจ ขณะที่มูลค่าตลาดสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 10% จากปกติ 3-4 หมื่นล้านบาท เพราะสมาร์ทโฟน เช่น แบล็คเบอร์รี่และไอโฟนมียอดขายมากขึ้น
ด้านนายไพโรจน์ ถาวรสภานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีจีโฟน จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แต่ละแบรนด์มีการเตรียมมือถือที่จะวางจำหน่ายในไตรมาส 4 เฉลี่ยแบรนด์ละ 10 รุ่น กระจายในทุกเซ็กเมนต์ ส่วนใหญ่รองรับ 3G เว้นแต่เครื่องราคาต่ำกว่า 3 พันบาท เพราะหากนำเข้ามาอาจกระทบกับฟีเจอร์โฟนที่วางขายอยู่และยิ่งทำให้ราคาเฉลี่ยต่ำลง
“มือถือ 3G ราคา 5-6 พันบาท ทำยอดขายไม่หวือหวานัก เช่น ซัมซุงมอนเต้ ราคา 6,700 บาท น่าจะมียอดขายที่ดีขึ้นหลังจาก 3G เปิดให้บริการ ราคาเฉลี่ยมือถือจะสูงขึ้นเป็น 5-6 พันบาท แต่ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของโอเปอเรเตอร์ด้วย คาดว่าจะเห็นสินค้ารุ่นใหม่ของแต่ละแบรนด์แข่งขันกันดุเดือดมากขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้าเป็นต้นไป ปกติในไตรมาส 4 ยอดขายจะโต 20% จากภาวะปกติ จากรายงานของจีเอฟเคระบุว่า ยอดขายมือถือในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ 8-9 แสนเครื่อง คาดว่าปีนี้ทั้งปียอดขายจะกว่า 12 ล้านเครื่อง หากรวมเฮาส์แบรนด์และเครื่องเกรย์มาร์เก็ต”
ที่มาของข่าว: ประชาชาติออนไลน์
Related posts:



