ในขณะที่ Social Network ใหญ่ ๆ กำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ เช่น Facebook หรือ Twitter ก็มีหลายคนตั้งข้อสงสัยว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Apple จะเดินเกมอย่างไรกับเทรนด์ Social Network จนกลายเป็นข่าวลือก่อนหน้านี้อย่างการร่วมมือกับ Facebook ในการสร้าง Feature ใหม่ใน iTunes ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้เป็นความจริงตามข่าวแต่อย่างใด
แต่เมื่อเช้าวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมาหลายคนก็คงได้ทราบแน่ชัดแล้วว่า Apple เปิดเกมรุกในเทรนด์ Social Network ด้วยการเปิดตัว Ping ซึ่งถูกตั้ง Positioning ว่าเป็น Social Network for Music / Entertainment โดยมีผู้ที่พร้อมใช้งานอยู่แล้วคือจำนวนคนที่มีบัญชีผู้ใช้อยู่ใน iTune Store ซึ่งก็คือ 160 ล้านคน แซงหน้าผู้ใช้งาน Social Network อื่น ๆ จนขึ้นแท่น Social Network อันดับต้น ๆ ทันที
การทำงานของ Ping นั้นอยู่บนพื้นฐานของการนำ Feature สำคัญของ Facebook อย่าง Activity Feed, Comment and Sharing ผสมกับระบบ Follow ของ Twitter เพื่อเข้าไปเติมเต็มส่วนที่ Jobs เรียกว่า Discovery ซึ่งเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนรู้จักเช่นเพื่อนกำลังฟังเพลงอะไร ซื้อเพลงอะไรไป ศิลปินคนโปรดออกซิงเกิ้ลใหม่หรือยัง มีคอนเสิร์ตที่ไหน และอยากบอกต่อเพื่อนจะทำอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกนำมารวบรวมและเชื่อมต่อภายใต้เครือข่าย Ping นั่นเอง
คำถามที่หลายคนต้องสงสัยแน่ ๆ คือเพราะเหตุใด Apple ถึงเลือกจะสร้าง Social Network ของตัวเองแทนที่จะไปร่วมกับยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ที่ตอนนี้มีคนใช้อยู่ 550 ล้านคน ซึ่งก็อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า Apple (หรือหมายถึงตัว Jobs เองด้วยซ้ำ) ไม่ได้ต้องการหวังพึ่งคนอื่นและทำให้เสียอำนาจในการควบคุมและ Customize และในขณะเดียวกัน Apple ก็สามารถนำ User ที่ผูกติดกับ iTunes อยู่แล้วจำนวนมหาศาลมาต่อยอดเองน่าจะดีเสียกว่า เพราะคนเหล่านี้ก็ใช้ iTunes กันแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้วด้วยซ้ำ
Apple เลือกจะต่อยอดจากสิ่งที่ตัวเองแข็งแรงอยู่แล้ว นั่นคือฐานของผู้ใช้ iTunes ที่ชอบในเรื่องของเพลงและความบันเทิง โดยนำคอนเซปต์ของ Social Network นั่นคือ “Connected” และ “Sharing” มาครอบอีกที อีกทั้งยังสามารถช่วยในเรื่องการชี้นำการซื้อเพลงหรือสินค้าอื่น ๆ ใน iTunes Store ได้อีกด้วย เรียกได้ว่า Apple กินรวบโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในมือของตัวเองอย่างคุ้มค่า
สิ่งสำคัญที่ทำให้ Apple กล้าเปิด Ping มาเป็น Social Network ใหม่ใน Segment ที่ยังไม่มีใครครองพื้นที่ นั่นคือการที่ Apple มีความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ตัวเองอย่าง iTunes Store ที่ตอนนี้เป็นร้านขายเพลงออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้ว (มีเพลงวางจำหน่ายมากถึง 11.7 พันล้านเพลง รายการทีวี 450 ล้านตอน ภาพยนตร์ 100 ล้านเรื่อง) ประกอบกับการที่ตัวเองสามารถนำ Ping ไปเชื่อมโยงกับอุปกรณ์พกพาอย่าง iPad / iPhone ที่ตอนนี้มีอยู่ในตลาดกว่า 120 ล้านเครื่อง เรียกได้ว่าเปิดตัวมาปุ๊ปก็มีทั้งคนรอใช้ และอุปกรณ์ที่รองรับจำนวนมหาศาลแทบจะในทันที
จุดที่น่าสนใจไม่น้อยของการเปิดตลาดเข้าสู้ศึก Social Network ของ Apple นั้นคือ Music & Entertainment Segment ที่ Apple เข้าไปถือถือครองในตอนนี้นั้นจะเติบโตได้รวดเร็วแค่ไหน ข้อได้เปรียบสำคัญอาจจะเป็นได้ว่ายังไม่มีคนเข้าไปช่วงชิงแข่งด้วย เพราะแม้แต่ Facebook เองก็ไม่ได้มีโมเดลและความชัดเจนที่ใกล้เคียงกับ Ping กับ Segment นี้แถมทรัพยากรในมือของ Apple นั้นก็เรียกว่าเหนือกว่ามากเสียด้วย (เพราะสามารถวางจำหน่ายสินค้าที่มากกว่า 12 ล้านรายการได้ทันที) ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่าเกมครั้งนี้ของ Apple จะสำเร็จแบบเดียวกับที่ iTunes Store และ App Stores ทำมาแล้วหรือไม่
เครดิตภาพประกอบ: Engadget
Related posts:







