โฆษณาออนไลน์เติบโตสวนกระแสการเมืองผันผวน “เฟซบุ๊ค” มาแรง โตกว่า 7 เท่าตัว หนุนแอพพลิเคชั่นบนเฟซบุ๊คโตตาม
ท่ามกลางภาวะผันผวนทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องสะดุด แต่กลับพบว่า “โฆษณาออนไลน์” ของไทยในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และในการเติบโตนั้น มีประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจกับวงการโฆษณาออนไลน์บ้านเราอย่างเห็นได้ชัด
ศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอ็คชั่น จำกัด ในเครือข่าย มายด์แชร์ เอเยนซี่ บอกว่าในช่วงครึ่งปีแรกนี้ พบว่ากลุ่มสินค้าหลายประเภทที่ผู้บริโภคต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็นหมวดท่องเที่ยว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ต่างใช้เงินโฆษณาใน Search Engine Advertising เพิ่มเป็นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขที่สูงขึ้นดังกล่าว ไม่น่าแปลกใจเพราะในแง่ของผู้บริโภค เชื่อว่าต้องการใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าเหล่านี้ โดย Search Engine เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยค้นหาข้อมูล พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไทยเท่านั้น แต่เป็นไปตามแนวโน้มพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับการสำรวจของ Google
ส่วนสินค้าในหมวดอุปโภคบริโภค และการเงิน ต่างก็เริ่มตื่นตัวเช่นกัน แต่เนื่องจากการใช้งบประมาณโฆษณาเดิมยังไม่มากนัก ภาพการเติบโตจึงไม่ชัดเจน เชื่อว่าครึ่งปีหลังนี้จะได้เห็นสินค้าบริการกลุ่มนี้ใช้เม็ดเงินโฆษณาใน Search Advertising มากขึ้น
เช่นเดียวกับกระแสโซเชียล เน็ตเวิร์ค Facebook ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีคนไทยใช้เฟซบุ๊ค เกือบ 5 ล้านคนแล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับเดือน มิ.ย.2552 ตัวเลขนี้เติบโตขึ้นมาถึง 7 เท่าตัวเลยทีเดียว จึงปฏิเสธได้ยากว่าในแง่การใช้งานส่วนตัว “เฟซบุ๊ค” เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ฮิตจริงๆ
“เราคงรู้สึกได้ว่า ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เราใช้เวลากับการเข้าเฟซบุ๊คมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ iPhone หรือ Blackberry”
ในฝั่งของนักการตลาดไทย ก็ปรับตัวเร็วเพื่อรับมือกับกระแสความนิยมใหม่ๆ ปัจจุบันมีสินค้าบริการในเมืองไทย กว่า 100 แบรนด์แล้วที่หันมาทำหน้า Fan Page เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อพูดคุยกับลูกค้า บางบริษัทที่ผ่านช่วงลองผิดลองถูกมาแล้ว ก็เริ่มมีแนวทางที่ชัดขึ้นและเริ่มวางมาตรการ นโยบาย วิธีการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางช่องทางนี้เป็นการเฉพาะ พร้อมจัดสรรงบประมาณด้วยตัวเลขเพิ่มขึ้น
นักการตลาดจำนวนมาก เล็งเห็นข้อดีของการส่งต่อ บอกต่อ และกระจายตัวที่รวดเร็วของ Facebook Application และได้ฉกฉวยโอกาสนี้ในการใช้ Facebook Application เป็นเครื่องมือในการแนะนำสินค้าใหม่ให้คนได้รู้จัก
ตัวอย่างความสำเร็จของ Oishi Maneki Neko “แมวทำนายดวง” ทางhttp://apps.facebook.com/fortunecats เป็นการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนเฟซบุ๊ค ที่ถูกยกเป็นกรณีศึกษากันมากช่วงต้นปี ด้วยคอนเซปต์ “ทำนายดวง” แบบรายวัน เป็นการจับพฤติกรรมที่อยู่ในความสนใจของคนไทยมา “เล่น” กับผู้ใช้ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นแอพพลิเคชั่น เฟซบุ๊ค ที่เล่นได้ทุกวัน
อีกทั้งเมื่อผู้เล่นคลิกทำนายดวงกับเจ้า “มาเนะกิ เนะโกะ” แมวนำโชคของญี่ปุ่น หลังจากได้คำทำนายแล้วโพสต์บนวอลล์ กลุ่มเพื่อนในเครือข่ายเห็นคำทำนายไปด้วย ทำให้ผู้เล่นกลายเป็น “ผู้ประชาสัมพันธ์” แอพพลิเคชั่นและแบรนด์ไปในตัว และด้วยพฤติกรรม “เลียนแบบ” ของคนไทย เชื่อว่าเกือบทุกคนจะเล่นแอพพลิเคชั่นนี้ตามกัน ถึงวันนี้มีผู้เล่นแอพพลิเคชั่นนี้ไปแล้วนับล้านครั้ง
ขณะที่วิธีการเล่นทำนายดวง กับ “มาเนะกิ เนะโกะ” ที่เป็นภาพแมวโชว์ท่าเขย่าขวด ก่อนให้ผู้ใช้ คลิกเพื่อรับคำทำนาย ก็สอดคล้องกับวิธีการดื่มผลิตภัณฑ์ Matcha ของโออิชิ ที่ต้องเขย่าขวดก่อน จึงเป็นแอพพลิเคชั่น เฟซบุ๊ค ที่ตอบโจทย์การสื่อสารกับเครือข่ายออนไลน์ และสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์โออิชิ ไปพร้อมกัน
ศิวัตร เล่าว่าทุกวันนี้มีหลายแบรนด์ได้พัฒนา แอพพลิเคชั่น เฟซบุ๊ค มาสื่อสารกับกลุ่มผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น Daily Menu by Nutrilite : http://apps.facebook.com/nutrilitedailymenu แอพพลิเคชั่น แนะนำ “เมนูอาหาร” แบบรายวัน พร้อมบอกคุณประโยชน์ที่ได้รับจากเมนูนั้นๆ หรือ Acer Innovation Unlock : http://apps.facebook.com/innovation-unlock My DELL My Design : http://apps.facebook.com/mydellmydesign เป็นต้น
“กระแสเฟซบุ๊คที่ได้รับความนิยมและเป็นแหล่งรวมของผู้คนในโลกออนไลน์ เป็นเรื่องจำเป็นที่แบรนด์ต่างๆ ต้องศึกษาและหาช่องทางสื่อสารกับกลุ่มคนเหล่านี้ และวันนี้ เฟซบุ๊ค ได้กลายเป็นเครือข่ายฮิตติดลมบน ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องธุรกิจไปแล้ว”
แนวโน้มการโฆษณาผ่าน Facebook ยังจะคงความเติบโตอย่างต่อเนื่อง และอาจจะได้เห็นการพ่วงเอาเทคโนโลยีการสื่อสารกับอุปกรณ์พกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือการนำไปผสานกับแคมเปญการตลาดผ่านสื่อออฟไลน์ รวมทั้งเชื่อมโยงไปสู่งานอีเวนท์ทางการตลาดต่างๆ มากขึ้นด้วย
ที่มาของข่าว: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
No related posts.



