เอสซีจี ปรับโลโก้”ตราช้าง”ใหม่ หวังรุกตลาดตปท.นำร่องตลาดเวียดนาม ก่อนขยายผลไปสู่พม่า กัมพูชาและฟิลิปปินส์ สอดรับเป้าหมายการเป็นผู้นำอาเซียน
ภายหลังจากที่เครือซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจีได้รวมแบรนด์สินค้าต่างๆเข้าไว้ด้วยกันจนเหลือเพียง 2 มาสเตอร์แบรนด์ คือ ตราช้าง และ COTTO แม้ขณะนี้จะยังไม่ส่งผลต่อยอดขายมากนัก แต่ในแง่ของการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในประเทศ กลับมีสูงถึง 80%
อนุวัติ เฉลิมไทย แบรนด์ไดเร็คเตอร์ สำนักงานบริหารแบรนด์คนแรก ของบริษัทเอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวในงานOpen House เปิดตัวสำนักงานแห่งนี้ โดยเขาระบุถึงสาเหตุของการตั้งสำนักงานแห่งนี้ว่า เป็นเพราะเห็นความสำคัญของการบริหารแบรนด์ว่าจะช่วยผลักดันยอดขายในกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้างทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น จากการรับรู้แบรนด์ของผู้บริโภค
หลังจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เอสซีจีได้รวมแบรนด์สินค้าในเครือไว้ภายใต้มาสเตอร์แบรนด์ ”ตราช้าง” และ ”COTTO” พบว่า การรับรู้แบรนด์ในประเทศเพิ่มมากขึ้นถึง 80% แม้ในระยะสั้นจะไม่ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นมากนัก แต่เขายังเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อยอดขายในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ผลสำรวจการรับรู้แบรนด์ในประเทศจะออกค่อนข้างดี แต่แบรนด์ตราช้างและ COTTO กลับยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในตลาดต่างประเทศ ทำให้ต้องเร่งผลักดันเพิ่มสัดส่วนการรับรู้แบรนด์ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนักใจ มากกว่าการเพิ่มสัดส่วนการรับรู้แบรนด์สำหรับตลาดในประเทศ เพราะมีคู่แข่งขันในตลาดต่างประเทศมีมากมาย ทั้งบริษัทข้ามชาติและบริษัทท้องถิ่น (โลคัล คัมพานี)
โดยเอสซีจีตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปีจากนี้ หรือในปี 2558 ว่า ผู้บริโภคในต่างประเทศจะต้องรับรู้แบรนด์ ตราช้าง และ COTTO มากขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก ล้อไปกับเป้าหมายการเป็นผู้นำอาเซียนในปีเดียวกัน
อนุวัติบอกว่า วิธีการที่จะเพิ่มการรับรู้แบรนด์ในต่างประเทศนั้น สำหรับแบรนด์ตราช้างจำเป็นต้องทำการตลาดพ่วงไปกับแบรนด์องค์กร (คอร์ปอเรท แบรนด์) โดยจะใช้สัญลักษณ์ ช้างภายในรูปหกเหลี่ยมเหมือนเดิม แต่จะมีคำว่า SCG กำกับไว้ด้วย เพื่อตอกย้ำว่าแบรนด์ตราช้าง เป็นสินค้าของเอสซีจีซึ่งได้เข้าไปทำคอร์ปอเรทแบรนด์ในต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว
โดยตลาดที่จะนำร่องที่จะปรับโลโก้ตราช้าง ให้มีคำว่า SCG กำกับ คือ ตลาดเวียดนาม เพราะเป็นตลาดใหม่ที่เอสซีจีเข้าไปทำแบรนด์ตราช้างและ COTTO ได้ไม่นาน หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ รุกคืบเข้าทำตลาดในพม่า กัมพูชา และฟิลิปปินส์ โดยทำแบรนด์พ่วงไปกับการเข้าไปทำธุรกิจของบริษัทค้าสากลซิเมนต์ไทย หรือ เอสทีซี
“การสร้างแบรนด์เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจมีความยั่งยืน เป็นการพลิกการทำธุรกิจในแบบเดิมๆ ส่งออกโดยไม่เน้นการทำแบรนด์ ซึ่งไม่ได้สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ”
อย่างไรก็ตาม สำหรับแบรนด์ COTTO เอสซีจีจะยังคงโลโก้เดิมในการบุกตลาดต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาแบรนด์ดังกล่าวมีการทำตลาดในต่างประเทศในสัดส่วน 30-40% ของการจำหน่าย
อนุวัติบอกว่า ไม่ว่าทั้งตราช้าง หรือ COTTO จะมีกลยุทธ์การบุกตลาดในและต่างประเทศอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เอสซีจีให้ความสำคัญคือ การตอกย้ำภาพลักษณ์สินค้า Eco Value หรือสินค้าที่มีนวัตกรรม (Innovative) ซึ่งจุดเองที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์สินค้าของเอสซีจี โดยใช้พนักงานเอสซีจีเป็นผู้ขับเคลื่อน
“คนของเราจะต้องหายใจเข้าเป็นเอสซีจี หายใจออกก็เป็นเอสซีจี“
อนุวัติ ยังตั้งเป้าหมายไว้ว่า การสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าของเอสซีจี ท้ายที่สุดแล้วแบรนด์จะกลายเป็น Asset ที่มีมูลค่ามากขึ้นๆสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ให้กับเอสซีจีมากขึ้น
“เราทำสำนักงานบริหารแบรนด์ขึ้นมา เพราะเราอยากจะรู้ว่าแบรนด์เราเป็นอย่างไร สร้างมูลค่าได้แค่ไหน”
ที่มาของข่าว: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
Related posts:



