4 ยักษ์ใหญ่คอนเทนต์ ผนึกกำลังค่ายอสังหาฯ ส่ง 10 ช่องรายการเข้าคอนโด 30,000 ยูนิต หวังขยายฐานผู้ชมไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนคน
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ในอนาคตทีวีดาวเทียมจะมีการเติบโตสูงมาก และไม่แตกต่างกับฟรีทีวีทั่วๆ ไป ทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ส่วนใหญ่ต่างเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจอีกมาก และในครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตคอนเทนต์หันมาจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้นำเทคโนโลยีและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
โดยจะเป็นการเพิ่มช่องทางให้กับผู้บริโภค สามารถเลือกบริโภคข่าวสารสาระบันเทิงที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่เปลี่ยนไป โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด โดยผ่านเครื่องรับที่เรียกว่า M10
“เราต้องการขยายฐานคนดูให้มากขึ้นจึงคิดโปรเจคนี้ขึ้นมา เพราะมองว่าทีวีดาวเทียมในอนาคตจะเติบโตไม่แตกต่างจากฟรีทีวี โดยคาดว่าปีๆ นึ่งทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีจะโตได้อีกมากจากกลุ่มคนในเมือง ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการติดตั้งจานดาวเทียม เนื่องจากเครื่อง M10 สามารถที่จะไปติดตั้งร่วมกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้เลย”
อย่างไรก็ตาม โปรเจคนี้การนำร่อง 100 โครงการร่วมกับพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วย 4 ค่ายอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ พฤกษา แสนสิริ แอลพีเอ็น และศุภาลัยในโครงการที่เรียกว่า BIG PACK Instant Chanel Package for Urban Lifestyle ส่งทีวีดาวเทียมเข้าคอนโด 30,000 ยูนิตใน 100 อาคารทั่วกรุงเทพ เชื่อว่าจะเพิ่มผู้ชมได้ไม่น้อยกว่า 1.2 แสนคนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยให้เนชั่นทีวีขยายฐานคนดูได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มขึ้นราวๆ 5% จาก 2% นอกจากนี้ยังเชื่อว่าจะทำให้ตัว Media Spending เติบโตถึง 10% ในปีนี้จากทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี ทีจะได้รับความนิยมมากขึ้น
ด้าน นายสมพร ธีระโรจนพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พีเอสไอ โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า โครงการนี้ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเรียกว่า M10 ที่ส่งตรง 10 ช่องทีวีดาวเทียมเข้าสู่คอนโดใน 100 อาคารทั่วกรุงเทพฯ
โดยหลังจากนี้ต่อไปอีกประมาณ 2 เดือนจะมีการประเมินถึงผลที่ได้รับจากโครงการนี้ อาจจะมีการประเมินเพื่อขยายโครงการนี้ต่อไปอีก ซึ่งทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีนับวันจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งจะมีเทคโนโลยี 3G เข้ามาจะช่วยทำให้การบริโภคหรือ หรือการเลือกช่องทางในการบริโภคข่าวสารทำได้เร็วขึ้น สะดวกขึ้น และค่าใช้จ่ายถูกลงแต่ได้เทคโนโลยีที่ดีมากขึ้น
เห็นได้จากตลาดบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นระบบ Direct to home ซึ่งเป็นระบบจานดาวเทียม หรือเรียกว่าจานดำที่โตอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยเดือนละ 100,000 จานดาวเทียม หรือ เพิ่มขึ้นราวๆ 20% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 300 ล้านบาทต่อเดือน จากปีก่อนที่ประมาณ 200 ล้านบาท
ขณะที่ระบบอื่นๆ เช่น บล๊อก แบบ M14 ซึ่งเป็นโปรเจคตั้งแต่ปี 2549 มีทั้งสิ้น 20,000 โครงการ ยังมีสัดส่วนการเติบโตที่น้อยกว่าแต่ก็มีการเติบโตต่อเนื่อง และประเมินว่าทั้งปี บริษัทจะมียอดขายรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จาก จานดาวเทียม 80% หรือ 1.3-1.5 ล้านบาท และเชื่อว่าจะมีการติดตั้งจานดาวเทียมปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 7.5 ล้านจานดาวเทียมจาก 6 ล้านจานดาวเทียมแน่นอน
โดยในเร็วๆ นี้ บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ เรียกว่า Live TV หรือทีวีเติมเงิน ทำให้ผู้ชมสามารถเลือกชมช่องพิเศษเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากช่องปกติที่ได้รับชมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามบริษัทมีการประเมินว่าตลาดโครงการมีขนาดใหญ่มาก เฉพาะในกทม.เองก้มีอาคารมากถึง 7 แสนอาคาร โดยในอนาคตมีแผนที่ขยายเทคโนโลยีนี้ไปยังกลุ่มที่เป็นอพาร์ทเม้นและโรงแรมเพิ่มขึ้น
“สำหรับโครงการใหม่ที่ไม่รวมกับโปรเจคที่ร่วมกันทำกับพันธมิตรแล้ว จะสียค่าติดตั้งเครื่องนี้เพียง 50,000 บาทเท่านั้น แต่สามารถชมรายการต่างๆ ได้ เหมือนกันทั้ง 100 ห้อง หรือ 200 ห้อง ซึ่งบริษัทสามารถใส่โปรแกรมช่องรายการคอนเทนต์ต่างๆ ลงไปได้มากกว่า 10 ช่องรายการเช่นในขณะนี้อาจจะเป็น 20-30 ช่องก็ได้”
10 ช่องรายการประกอบด้วย Fan TV, Bang Chanel ,Green Chanel และ ATCS Chanel จากแกรมมี่ Mango TV และ Nation Chanel จาก NBC และ Miracle Chanel และ M Chanel จากกันตนา Gang Cartoon Chanel และช่องคนรุ่นเรา จากโรส มีเดีย
ที่มาของข่าว กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
Related posts:



